5) แพ็กเกจ SEO E-commerce
1) ปรับหมวดหมู่สินค้าให้ติด SEO
หน้าหมวดหมู่สินค้าเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญมากของร้านออนไลน์
เพราะมักเป็นหน้าที่มีโอกาสติดคีย์เวิร์ดกว้างและมีคนค้นเยอะ
สิ่งที่ทำ
-
ตั้งชื่อหมวดหมู่ให้ตรงกับคำค้น
-
เขียนคำอธิบายหมวดหมู่ให้มีประโยชน์
-
ปรับ Title / Meta ของหน้าหมวด
-
วาง H1 และหัวข้อรองให้เหมาะ
-
เพิ่มข้อความสรุปว่าหมวดนี้มีอะไร เหมาะกับใคร
-
ปรับ URL ให้สื่อความหมาย
ตัวอย่าง
แทนที่จะมีหมวดชื่อกว้าง ๆ หรือกำกวม
เราจะทำให้หน้า เช่น
-
เครื่องกรองน้ำใช้ในบ้าน
-
ไส้กรองเครื่องกรองน้ำ
-
เครื่องกรองน้ำออฟฟิศ
มีโอกาสติดคำค้นตรงกลุ่มมากขึ้น
เป้าหมาย
ให้หน้าหมวดหมู่ไม่ใช่แค่หน้ารวมสินค้าเฉย ๆ
แต่กลายเป็นหน้าที่ Google เข้าใจและมีสิทธิ์ติดอันดับได้
2) ปรับ Product Title / Description
หน้าสินค้าแต่ละหน้าต้องสื่อสารให้ทั้งคนและ Google เข้าใจว่าขายอะไร ต่างจากตัวอื่นยังไง
สิ่งที่ทำ
-
ปรับชื่อสินค้าให้ชัดเจน และค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น
-
เติมรายละเอียดสินค้าที่สำคัญ
-
เขียน description ให้มีข้อมูลจริง ไม่บางเกิน
-
วางคีย์เวิร์ดหลัก และคำที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรมชาติ
-
เพิ่มข้อมูลสเปก จุดเด่น วิธีใช้ หรือความเหมาะสมของสินค้า
ตัวอย่าง
จากชื่อสินค้าแบบ
-
รุ่น A100
อาจปรับให้เป็น
-
เครื่องกรองน้ำ 5 ขั้นตอน รุ่น A100 สำหรับบ้านและคอนโด
แบบนี้ค้นหาเข้าใจง่ายกว่าเยอะ
เป้าหมาย
ให้หน้าสินค้าแต่ละหน้ามีตัวตนชัด
ไม่ใช่หน้าเปล่า ๆ ที่มีแต่รูป ราคา แล้วปล่อยให้ Google เดาเอง
3) แก้ Duplicate Content
ร้านออนไลน์มักเจอปัญหาเนื้อหาซ้ำง่ายมาก
โดยเฉพาะสินค้าที่คล้ายกัน รุ่นใกล้กัน สีต่างกัน ขนาดต่างกัน หรือหน้าที่สร้างจาก filter
ปัญหาที่พบบ่อย
-
คำอธิบายสินค้าซ้ำหลายหน้า
-
ชื่อสินค้าคล้ายกันเกินไป
-
URL หลายแบบพาไปเนื้อหาใกล้เคียงกัน
-
หมวดหมู่กับแท็กทับกัน
-
หน้า filter สร้างซ้ำเต็มเว็บ
สิ่งที่ทำ
-
เช็กหน้าที่เนื้อหาซ้ำ
-
ปรับ description ให้แตกต่าง
-
ใช้ canonical ให้ถูก
-
ลดหน้าซ้ำที่ไม่จำเป็น
-
วางโครงสร้างเพื่อไม่ให้หลายหน้าชนกันเอง
เป้าหมาย
ให้ Google ไม่สับสนว่า “ควรเลือกหน้าไหนขึ้นอันดับ”
เพราะถ้าหน้าซ้ำกันมาก เว็บอาจแย่งอันดับกันเอง เหมือนพี่น้องในบ้านแย่งไมค์คนละตัว
4) วางโครงสร้าง category / filter / tag
อันนี้สำคัญมากในเว็บขายของที่มีสินค้าหลายชิ้น หลายแบรนด์ หลายคุณสมบัติ
สิ่งที่ทำ
-
แยกหมวดหมู่หลักให้ชัด
-
วาง subcategory ให้เป็นตรรกะ
-
วางระบบ filter เช่น สี, ขนาด, แบรนด์, ราคา อย่างระวัง
-
แยก tag ที่จำเป็นจริง
-
ลดความซ้ำซ้อนระหว่าง category กับ tag
-
กันไม่ให้ filter บางประเภทสร้างหน้าขยะ SEO
ตัวอย่าง
เช่น
-
หมวดหลัก: เครื่องกรองน้ำ
-
หมวดย่อย: เครื่องกรองน้ำบ้าน / สำนักงาน / อุตสาหกรรม
-
filter: ยี่ห้อ / จำนวนขั้นตอน / ราคา
แบบนี้ทั้งคนใช้และ Google จะเข้าใจโครงสร้างง่ายกว่า
เป้าหมาย
ให้เว็บเป็นระเบียบ ค้นง่าย และไม่สร้างหน้าซ้ำพร่ำเพรื่อจน SEO พังเงียบ ๆ
5) ปรับ schema สินค้า
Schema คือข้อมูลแบบมีโครงสร้างที่ช่วยให้ Google อ่านรายละเอียดสินค้าได้ดีขึ้น
สิ่งที่มักใส่
-
ชื่อสินค้า
-
ราคา
-
สถานะสินค้า
-
แบรนด์
-
รีวิว
-
คะแนนดาว
-
SKU
-
รูปภาพ
เป้าหมาย
ช่วยให้ Google เข้าใจหน้าสินค้าได้ชัดขึ้น
และบางกรณีมีโอกาสแสดงผลแบบ rich result เช่น ราคา รีวิว ดาวสินค้า
พูดง่าย ๆ คือเหมือนเราไม่ได้แค่โชว์ของหน้าร้าน
แต่ติดป้ายราคา ป้ายสเปก ป้ายรีวิวไว้ให้ Google อ่านทันที
6) ปรับ blog เพื่อดันยอดค้นหา
หลายร้านมีแต่หน้าสินค้า แต่ไม่มีคอนเทนต์ช่วยดึงคนจากคำค้นกว้าง หรือคำค้นเชิงข้อมูล
สิ่งที่ทำ
-
วางบทความที่เกี่ยวกับสินค้า
-
เขียนบทความตอบคำถามลูกค้า
-
ทำบทความเปรียบเทียบ
-
ทำคู่มือเลือกซื้อ
-
ทำบทความแก้ปัญหาที่สินค้าช่วยได้
-
เชื่อมบทความไปยังหน้าหมวด หรือหน้าสินค้า
ตัวอย่าง
เช่นขายเครื่องกรองน้ำ ก็ทำบทความพวก
-
เครื่องกรองน้ำแบบไหนเหมาะกับคอนโด
-
ไส้กรองควรเปลี่ยนเมื่อไหร่
-
เปรียบเทียบเครื่องกรองน้ำ 3 ระบบยอดนิยม
เป้าหมาย
ใช้ blog เป็นตาข่ายดักคำค้นที่คนยังไม่พร้อมซื้อทันที
แล้วค่อยพาเขาไหลเข้าสู่หน้าสินค้า
7) SEO สำหรับหน้าสินค้า / หน้าโปรโมชัน / หน้าแบรนด์
เว็บขายของไม่ได้มีแค่หน้าหมวดกับหน้าสินค้า
บางทีหน้าโปรโมชันหรือหน้าแบรนด์ก็มีโอกาสติดคำค้น และขายของได้มาก
สิ่งที่ทำ
หน้าสินค้า
-
ปรับชื่อ
-
ปรับ description
-
ปรับรูปและ alt text
-
ใส่ข้อมูลสินค้าชัดเจน
หน้าโปรโมชัน
-
ทำหน้าโปรลดราคาให้มี SEO value
-
ปรับคีย์เวิร์ดตามช่วงเวลา เช่น โปร 4.4 / 9.9 / ปีใหม่
-
วางหน้าให้ต่อยอดใช้ซ้ำได้ถ้าเหมาะ
หน้าแบรนด์
-
ทำหน้าแบรนด์ เช่น สินค้าแบรนด์ X
-
รวมสินค้าภายใต้แบรนด์นั้น
-
เขียนคำอธิบายแบรนด์และจุดเด่น
เป้าหมาย
ให้ทุกหน้าที่มีศักยภาพในการขาย มีโอกาสถูกค้นเจอ
ไม่ใช่หวังพึ่งแค่หน้าแรกกับหน้าสินค้าบางชิ้น
8) ปรับ internal linking ระหว่างหมวดสินค้า
คือการเชื่อมลิงก์ระหว่างหมวด หน้าสินค้า บทความ และหน้าแบรนด์ ให้สัมพันธ์กัน
สิ่งที่ทำ
-
ลิงก์จากบทความไปหน้าหมวด
-
ลิงก์จากหน้าหมวดไปสินค้ายอดนิยม
-
ลิงก์จากสินค้าที่เกี่ยวข้องหากัน
-
ลิงก์จากหน้าแบรนด์ไปหมวดที่เกี่ยวข้อง
-
ใช้ anchor text ที่สื่อความหมาย
เป้าหมาย
-
ช่วยให้ Google เข้าใจความสัมพันธ์ของสินค้าและหมวด
-
ช่วยกระจายพลัง SEO ภายในเว็บ
-
ช่วยให้ลูกค้าเดินดูสินค้าต่อได้ง่าย
-
ลด orphan pages
พูดอีกแบบ
ทำให้ร้านออนไลน์ไม่ใช่โกดังที่ของกองอยู่คนละมุม
แต่เป็นห้างที่มีป้าย มีทางเดิน และมีคนพาไปจุดที่ควรไป
สรุปภาพรวมของแพ็กเกจ SEO E-commerce
แพ็กนี้เหมาะกับ
-
ร้านค้า WooCommerce / Shopify
-
เว็บขายของหลายหมวด
-
ธุรกิจที่มีสินค้าเยอะ
-
ร้านที่อยากเพิ่มยอดค้นหาจาก Google
-
ร้านที่อยากให้ทั้งหมวดและสินค้าขายได้จาก SEO
สิ่งที่ลูกค้าจะได้จริง
-
หมวดสินค้ามีโอกาสติดอันดับมากขึ้น
-
หน้าสินค้าชัดขึ้นและค้นหาเจอง่ายขึ้น
-
ลดปัญหาหน้าซ้ำ
-
โครงสร้างเว็บขายของเป็นระบบขึ้น
-
มี blog ช่วยดึงทราฟฟิกเพิ่ม
-
หน้าแบรนด์ หน้าโปรโมชัน และหน้าสินค้าใช้งาน SEO ได้ดีขึ้น
-
ลูกค้าเดินในเว็บสะดวกขึ้นและมีโอกาสซื้อเพิ่มขึ้น



รีวิว
ยังไม่มีบทวิจารณ์