แพ็กเกจ SEO Starter
1) Audit เว็บไซต์เบื้องต้น
คือการตรวจสุขภาพเว็บไซต์ก่อนเริ่มงาน
เหมือนพาหมอไปตรวจคนไข้ก่อน ไม่ใช่เห็นหน้าแล้วจ่ายยาเลย
สิ่งที่ตรวจหลัก ๆ
เว็บเปิดได้ปกติไหม
หน้าเว็บโหลดช้าหรือไม่
มีหน้าไหนเข้าไม่ได้ / Error 404 / Redirect แปลก ๆ ไหม
Google เข้าเก็บข้อมูลหน้าเว็บได้ไหม
มีหน้าซ้ำ เนื้อหาซ้ำ หรือ Title ซ้ำไหม
โครงสร้าง URL อ่านง่ายไหม
เว็บรองรับมือถือดีหรือไม่
มีปัญหา index หรือ noindex ผิดจุดไหม
เช็ก Search Console และ Sitemap
ดูว่าเว็บมีพื้นฐาน SEO พร้อมแค่ไหน
เป้าหมาย
เพื่อหาว่า “อะไรคือจุดอุดตัน” ของเว็บ
บางเว็บไม่ได้แย่เพราะคอนเทนต์ไม่ดี แต่อาจแย่เพราะ Google เข้าไม่ถึง หรือโครงสร้างพังเงียบ ๆ เหมือนบ้านสวยแต่ประตูล็อก
2) ปรับ On-page SEO 5–10 หน้า
คือการปรับหน้าเว็บสำคัญให้เหมาะกับการติดอันดับ
เช่น หน้าแรก, หน้าบริการ, หน้าสินค้า, หน้า category, บทความหลัก
สิ่งที่ทำ
เลือก 5–10 หน้าที่สำคัญที่สุดก่อน
ปรับเนื้อหาให้ตรงกับคำค้น
เติมหรือแก้ข้อความที่ Google เข้าใจง่ายขึ้น
จัดวางคีย์เวิร์ดในจุดสำคัญ
ปรับหัวข้อย่อยให้สื่อความชัด
ปรับ internal link เชื่อมไปหน้าที่เกี่ยวข้อง
ลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหา
เป้าหมาย
ทำให้แต่ละหน้า “มีหน้าที่ชัด” ว่าจะติดคำไหน
ไม่ใช่หน้าเดียวอยากติด 17 คำพร้อมกัน จนสุดท้ายติดใจลูกค้าอย่างเดียว แต่ไม่ติด Google
3) ปรับ Title / Meta Description
สองอย่างนี้คือข้อความที่มักแสดงบนหน้า Google Search
Title คืออะไร
คือชื่อหัวข้อที่ขึ้นเป็นลิงก์สีน้ำเงินในผลค้นหา
มีผลทั้งเรื่อง SEO และการดึงให้คนคลิก
Meta Description คืออะไร
คือคำอธิบายสั้น ๆ ใต้ Title
ช่วยเพิ่มโอกาสให้คนกดเข้าเว็บ
สิ่งที่ทำ
เขียน Title ใหม่ให้ตรงคีย์เวิร์ด
เขียนให้คนอ่านเข้าใจง่าย ไม่แข็ง ไม่ยัดคำ
ทำให้แต่ละหน้ามี Title ไม่ซ้ำกัน
เขียน Meta Description ให้สรุปประโยชน์ของหน้า
ใส่คำที่กระตุ้นการคลิก เช่น ราคา, บริการ, รีวิว, ฟรี, รับทำ ฯลฯ ตามความเหมาะสม
เป้าหมาย
ให้ Google เข้าใจว่าหน้านี้เกี่ยวกับอะไร
และให้คนที่ค้นหา “อยากคลิกเรา” มากกว่าคู่แข่ง
พูดง่าย ๆ คือไม่ใช่แค่ติดอันดับ แต่ต้องน่าคลิกด้วย
ติดแล้วไม่มีคนกด ก็เหมือนเปิดร้านสวยแต่ป้ายหน้าร้านเขียนว่า “อาจมีของขายมั้ง”
4) จัดโครงสร้าง H1-H2-H3
คือการจัดหัวข้อในหน้าเว็บให้เป็นระเบียบ
ความหมายแบบง่าย
H1 = หัวข้อหลักของหน้า
H2 = หัวข้อรอง
H3 = หัวข้อย่อยภายใต้ H2
สิ่งที่ทำ
ตรวจว่าหน้ามี H1 ชัดเจนไหม
แก้กรณี H1 ซ้ำหลายตัว หรือไม่มีเลย
จัดลำดับ H2 / H3 ให้เป็นตรรกะ
ปรับหัวข้อให้สอดคล้องกับคำค้น
ช่วยให้เนื้อหาอ่านง่ายทั้งคนและบอท
เป้าหมาย
ทำให้หน้าเว็บมีโครงสร้างเหมือนบทความที่อ่านรู้เรื่อง
ไม่ใช่ทุกบรรทัดตะโกนเป็นหัวข้อใหญ่หมด จน Google งง คนอ่านก็งง เว็บเองก็งงว่าตกลงจะพูดเรื่องอะไร
5) ปรับคีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดรอง
คือการวางคำค้นให้เหมาะกับแต่ละหน้า
คีย์เวิร์ดหลัก
คำค้นหลักที่อยากให้หน้านั้นติด
เช่น “รับทำ SEO”, “ติดตั้งเครื่องกรองน้ำ”, “บ้านมือสอง กรุงเทพ”
คีย์เวิร์ดรอง
คำที่เกี่ยวข้องหรือขยายความ
เช่น “บริการ SEO เว็บไซต์”, “บริษัทรับทำ SEO”, “SEO สำหรับธุรกิจ”, “รับทำ SEO ราคา”
สิ่งที่ทำ
เลือกคีย์เวิร์ดให้เหมาะกับแต่ละหน้า
ไม่ใช้หลายหน้าชนกันเองด้วยคำเดียวกัน
วางคำหลักในตำแหน่งสำคัญ เช่น Title, H1, ย่อหน้าแรก, heading รอง
เติมคำรองในเนื้อหาอย่างเป็นธรรมชาติ
ปรับให้เนื้อหาครอบคลุม intent ของคนค้นหา
เป้าหมาย
ทำให้แต่ละหน้ามีเป้าหมายชัด
ไม่แย่งกันเองภายในเว็บ และไม่เขียนเนื้อหาแบบยัดคีย์เวิร์ดจนเหมือนหุ่นยนต์เมายาเขียน
6) ส่ง Sitemap / ตรวจ Index
คือการช่วยให้ Google รู้ว่ามีหน้าอะไรในเว็บบ้าง และหน้าไหนถูกนำไปแสดงในผลค้นหาแล้ว
Sitemap คืออะไร
เป็นเหมือนแผนที่เว็บไซต์
บอก Google ว่ามีหน้าอะไรให้เข้าไปดู
Index คืออะไร
คือการที่หน้าเว็บถูก Google เก็บไว้ในฐานข้อมูลและพร้อมมีโอกาสแสดงในผลค้นหา
สิ่งที่ทำ
ตรวจว่ามี XML Sitemap หรือยัง
ส่ง Sitemap เข้า Google Search Console
ตรวจว่าหน้าสำคัญถูก index หรือไม่
เช็กว่าหน้าไหนไม่ถูก index และเพราะอะไร
ดูปัญหาเช่น noindex, blocked by robots, canonical ผิด, duplicate
เป้าหมาย
ให้หน้าเว็บสำคัญ “เข้าระบบของ Google” อย่างถูกต้อง
เพราะถ้าหน้ายังไม่ index ต่อให้เขียนดีแค่ไหน ก็เหมือนทำป้ายร้านสวยมากแล้วเอาไปซ่อนไว้หลังบ้าน
7) แก้ปัญหา SEO พื้นฐาน
คือการจัดการปัญหาที่ทำให้เว็บเสียคะแนนหรือเสียโอกาสแบบพื้นฐานก่อน
ตัวอย่างปัญหาที่มักเจอ
Title ซ้ำ
Meta Description ว่าง
H1 ไม่มีหรือซ้ำ
URL ไม่เป็นมิตร
ภาพใหญ่เกินไป
alt text ของรูปไม่มี
หน้า 404
redirect ผิด
หน้าซ้ำ
เว็บช้าเกินไปในระดับพื้นฐาน
ลิงก์เสีย
หน้าไม่รองรับมือถือบางส่วน
เป้าหมาย
อุดรูรั่วก่อน
เพราะ SEO ไม่ได้มีแค่เรื่อง “เพิ่มของใหม่” แต่ต้อง “ซ่อมของเดิม” ด้วย
ไม่งั้นก็เหมือนกรอกน้ำใส่ถังที่ก้นแตก กรอกเท่าไรก็ไม่เต็ม
8) รายงานผลรายเดือน
อันนี้สำคัญมาก เพราะลูกค้าจะได้ไม่รู้สึกว่า “จ่ายแล้วหายเข้าป่า”
สิ่งที่ควรรายงาน
หน้าที่ปรับไปแล้วกี่หน้า
คีย์เวิร์ดที่ติดตามมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
Organic Traffic เพิ่มหรือลด
จำนวนหน้า index
ปัญหาที่พบและที่แก้แล้ว
งานที่ทำในเดือนนั้น
แผนงานเดือนถัดไป
เป้าหมาย
ทำให้ลูกค้าเห็นว่า
เดือนนี้ทำอะไรไปบ้าง
ผลเริ่มขยับตรงไหน
เดือนหน้าจะเดินต่อยังไง
รายงานที่ดีไม่ควรเป็นแค่แคปหน้าจอกราฟแล้วส่ง
แบบนั้นมันไม่ใช่รายงาน มันคือการโยนกราฟให้ลูกค้าดูแล้วภาวนาให้เขาเกรงใจไม่ถาม
สรุปภาพรวมของแพ็กเกจ SEO Starter
แพ็กนี้เหมาะกับเว็บที่
ยังไม่เคยทำ SEO จริงจัง
เว็บใหม่
เว็บเก่าที่โครงสร้างยังไม่ดี
ธุรกิจที่อยากเริ่มจากพื้นฐานก่อน
สิ่งที่ลูกค้าจะได้จริง
เว็บเป็นระเบียบขึ้น
Google เข้าใจหน้าเว็บมากขึ้น
หน้าเว็บสำคัญพร้อมติดอันดับมากขึ้น
ลดปัญหาเทคนิคพื้นฐาน
มีฐานให้ต่อยอดไปสู่คอนเทนต์ SEO หรือแพ็กเกจที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต
สิ่งที่ยังไม่ใช่จุดเด่นของแพ็กนี้
ยังไม่ใช่สายบุกคอนเทนต์หนัก
ยังไม่ใช่สายทำลิงก์เชิงลึก
ยังไม่ใช่สายแข่งขันคีย์ยากมาก
ยังไม่ใช่แพ็กที่รับประกันอันดับเร็ว


รีวิว
ยังไม่มีบทวิจารณ์